โคลอสเซียม หนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ กรุงโรม อิตาลี

สวัสดีคร้าา  ^^  วันนี้ผู้เขียนพาออกไปต่างประเทศอีกละ  วันนี้เราจะมารู้จักกับหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ จากครั้งที่แล้วที่เราไปรู้จักกับสโตนเฮนจ์  หนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลางกันไปแล้ว สถานที่นี้ก็คือ…โคลอสเซียม  ที่กรุงโรม กันนะค่ะ  ไปเลยยยย

artsmen-dot-net_data1561_83358335

         โคลอสเซียม  เป็นสนามกีฬากลางแจ้งขนาดใหญ่ที่มีโครงสร้างเกือบสมบูรณ์ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโรม ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 10 ปี โดยเริ่มต้นสมัยจักรพรรดิเวสปาเซียน (ราวปี ค.ศ. 72) และเปิดใช้งานในสมัยจักรพรรดิตีตุส (ราวปี ค.ศ. 80) แต่การก่อสร้างยังคงดำเนินต่อไปอีกหลายปี

Colosseum Section         อัฒจันทร์ทรงรีซึ่งก่อด้วยอิฐและหินทรายนี้มีความยาวโดยรอบประมาณ 527 เมตร สูง 57 เมตร จุผู้ชมได้ประมาณ 50,000 คน   ด้านล่างมีห้องใต้ดินสำหรับขังสัตว์ป่า เช่น สิงโต   หรือนักโทษประหารซึ่งจะปล่อยออกมาต่อสู้กัน   อันเป็นความบันเทิงที่คนในยุคหลังมองว่าโหดร้าย   มีการออกแบบที่ชาญฉลาด   โครงสร้างรูปวงรีช่วยให้ผู้ชมสามารถชมการแข่งขันได้โดยไม่มีจุดอับ   และให้ความรู้สึกราวกับได้สัมผัสนักกีฬาอย่างใกล้ชิด ขณะที่ระบบระบายน้ำช่วยม่ให้น้ำท่วมขังเวลาฝนตก   ถือเป็นต้นแบบสนามกีฬาต่างๆในปัจจุบัน บางครั้งเรียกว่า โคลีเซียม (Coliseum) ทุกวันนี้ยังมีโครงสร้างเกือบสมบูรณ์ และเป็นโบราณสถานที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

14          ชื่อโคลอสเซียมมาจากคำว่า โคลอสซัส อันหมายถึง รูปปั้นจักรพรรดิเนโรความสูง 40 เมตรที่อยู่ใกล้ๆและเป็นสนามกีฬาที่เปิดให้ให้ชาวโรมันเข้าชมการต่อสู้อย่างถึงเลือดถึงเนื้อระหว่างสัตว์ป่ากับสัตว์ป่า หรือสัตว์ป่ากับคน รวมทั้งการต่อสู้ระหว่างคนกับคน ที่เรียกว่า แกลดิเอเตอร์ ซึ่งหลายคนเป็นทาส   เชลย   และนักโทษประหารที่ต้องลงสนามอย่างไม่เต็มใจ

 

มีการใช้งานนานถึง 450 ปี โดยมีการปรับปรุงซ่อมแซมและเปลี่ยนแปลงแก้ไขหลายครั้ง เนื่องจากภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว รวมทั้งเพลิงไหม้เนื่องจากฟ้าผ่าในปี ค.ศ. 217

1295836540

บันทึกการต่อสู้ของแกลดิเอเตอร์ครั้งสุดท้ายปากฎในปี 404 เนื่องจากจักรพรรดิโฮโนเรอัสทรงสั่งห้ามการต่อสู้ดังกล่าวในปี 405 ส่วนบันทึกการต่อสู้ของสัตว์ป่าครั้งสุดท้ายมีขึ้นในปี 523 และเหตุผลหลักที่ทำให้กิจกรรมต่างๆในโคลอสเซียมซบเซาเนื่องจากเกิดปัญหาการเงินและการทหารของจักรวรรดิโรมัน

ประตูทางเข้าทั้ง 80 บานนั้นมีหมายเลขกำกับ   ยกเว้นบานหนึ่งซึ่งอยู่ด้านมอนเตออปปีโอ   ประตูไร้หมายเลขบานนี้มีสภาพที่เรียกว่าค่อนข้างสมบูรณ์ที่สุด

ว้าววๆๆๆ  เป็นไงบ้างค่ะ  น่าไปเที่ยวเนอะ แต่ถือว่าสถานที่นี้มีความโหดร้ายซ่อนอยู่ภายในความสวยงามในปัจจุบัน  แต่ยังไงก็ดีใครที่กำลังเก็บตังไปเที่ยวต่างประเทศก็อย่าลืมเเวะไปที่นี่นะค่ะ  เพราะว่าถ้าไปกรุงโรมแล้วไม่ไปโคลอสเซียมนี่ถือว่าพลาดมากเลยน้าา บ๊ายบายยยย…^___^

kveit1239s

ที่มา  :  http://lms.thaicyberu.go.th

โฆษณา
โพสท์ใน สถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมในต่างประเทศ | ติดป้ายกำกับ , , , | ใส่ความเห็น

เมืองเคียงจู เมืองแห่งประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เกาหลีใต้

สวัดัสส  สวัสดีค่ะ  อันยองฮาเซโยๆๆๆ 안녕하세요 ทักทายกันอย่างนี้ไม่ต้องแปลกใจนะค่ะ  วันนี้ผู้เขียนจะพาไปรู้จักกับสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากบ้านเราค่ะ  นั่นคือ….เมืองเคียงจู (Gyeongju)  ประเทศเกาหลีใต้กันค่ะ  ผู้เขียนนะอยากไปมาก เพราะสถานที่นี้นะค่ะ  นอกจากจะมีที่เที่ยวเยอะแล้ว ยังเป็นสถานที่ถ่ายทำซีรี่ย์แนวประวัติศาสตร์เรื่องจูมงอีกด้วย  อิอิ  อยากไปรู้จักเมืองนี้กันแล้วใช่ไหมค่ะ  งั้นไปทำความรู้จักกับเมืองนี้และสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองนี้กันเลยย  ไปๆๆๆๆ…

u1111rl

         เมืองเคียงจู เป็นเมืองแห่งประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เพราะเมืองเคียงจูแห่งนี้ เคยเป็นเมืองหลวงเก่าของอาณาจักรชิลลา จึงทำให้มีแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและโบราณสถานตั้งอยู่มากมาย กระจายอยู่ทั่วเมือง และมี 2 แห่งที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก คือ วัดพุลกุกซา และ ถ้ำซ็อคคูรัม และด้วยความที่มีโบราณสถานตั้งอยู่กลางแจ้งให้เห็นกันทั่วไป จึงทำให้ได้รับฉายาว่า “เมืองแห่งพิพิธภัณฑ์ไร้กำแพง” นั่นเอง แม้เคียงจูจะเป็นเมืองเล็กๆ แต่ก็ติดอันดับเมืองยอดนิยมในการท่องเที่ยวรองจากกรุงโซล และ เกาะเจจู ใช้เวลาเดินทางจากกรุงโซลราวๆ 4 ชั่วโมง โดยรถบัส

สถานที่ท่องเที่ยวในเมืองเคียงจู

Gyeongju_National_Museum_09        Gyeongju_National_Museum_34

gyeongju-national-museum-58120

         พิพิธภัณฑ์แห่งชาติเมืองเคียงจู (Gyeongju National Museum) เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ได้รวบรวมเอาวัตถุโบราณที่ขุดพบตามสถานที่ต่างๆ มากถึง 150,000 ชิ้น มาเก็บไว้ ณ สถานที่แห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็น มงกุฎทองคำ เครื่องปั้นดินเผา พระพุทธรูป ของใช้ที่ทำจากโลหะ อาวุธต่างๆ ภาพวาด ฯลฯ ภายในจะมีการแบ่งอาคารจัดแสดงออกเป็นส่วนๆ เพื่อให้ผู้ที่เข้าชมได้รับความรู้อย่างถูกต้อง

4626158ce         สระน้ำอันอั๊บจิบ (Anapji Pond) หรือ วอนจิ (Wonji) ซึ่งแปลว่า “สระแห่งพระจันทร์” ถูกขุดขึ้นในสมัยกษัตริย์มุนมู เพื่อใช้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจและเป็นสถานที่ที่ใช้จัดงานเลี้ยงรับรองราช อาคันตุกะ ในบริเวณโดยรอบจะมีศาลา สวนป่า และพันธุ์ไม้จากทั่วเอเชียปลูกไว้โดยรอบ เมื่อปี ค.ศ. 1975 ได้มีการบูรณะขุดลอกสระ จึงทำให้นักโบราณคดีค้นพบสมบัติจำนวนมหาศาลถูกทิ้งอยู่ก้นสระ และสมบัติเหล่านั้นได้ถูกนำไปจัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติเมืองเคียงจู ในส่วนจัดแสดงที่อาคาร Anapji Hall นั่นเอง

Gyerim Forest          ป่าเยริม (Gyerim Forest) หรือ ป่าไก่ เป็นป่าไม้เนื้อแข็ง โดยเฉพาะต้นเมเปิล ถ้าหากมาชมในช่วงที่เป็นฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ท่านจะเพลิดเพลินกับสีสันอันหลากหลายของใบไม้นานาชนิด ที่กำลังเปลี่ยนไปแทบทุกสี ทั้ง เขียว แดง เหลือง ม่วง ชมพู นอกจากนี้ยังมีตำหนักเล็กๆ ที่มีกำแพงล้อมรอบ และมีเสาหินสลักเรื่องราวในอดีตสมัยพระเจ้าซันโจแห่งราชวงศ์โชซอนอีกด้วย ในเวลากลางคืน สวนป่าแห่งนี้จะมีการเปิดสปอร์ตไลต์หลากสี ส่องสว่างตามทางเดิน จึงทำให้มีบรรยากาศที่สวยงามไปอีกแบบ

A9579932-12    Cheomseongdae_Observatory_10

         หอดูดาวชมซองแด (Cheomseongdae Observatory) ถูกสร้างขึ้นในสมัยพระราชินีซอนด๊อก ประมุของค์ที่ 27 แห่งราชวงศ์ชิลลา เป็นหอดูดาวที่เก่าแก่ที่สุดในเกาหลี มีรูปร่างคล้ายขวดที่สร้างได้สมสัดส่วน ในการก่อสร้างมีการนำหินมาใช้ทั้งหมด 365 ก้อน ซึ่งเท่ากับจำนวนวันใน 1 ปี ส่วนที่ฐานรองมีการนำหินก้อนสี่เหลี่ยมมาใช้เป็นฐานทั้งหมด 12 ก้อน ซึ่งเท่ากับจำนวนเดือนใน 1 ปี ในปัจจุบันนักดาราศาสตร์ก็ยังไม่ทราบว่าหอดูดาวแห่งนี้มีวิธีการใช้งานอย่าง ไร

38_20090327151323.     ทัวร์เกาหลี Tumuli Park

         อุทยานสุสานหลวงทูมูลี (Tumuli Park) เป็นสุสานหลวงที่เป็นเนินดินเล็กใหญ่รวมกัน 23 เนิน ในเนื้อที่ 37 เอเคอร์ ตั้งอยู่กลางตัวเมืองตั้งแต่สมัยอาณาจักรชิลลา สุสานที่ใหญ่ที่สุดคือ สุสานที่ใช้ฝังพระศพของพระเจ้ามีซู (King Michu’s Tomb) กษัตริย์องค์ที่ 13 ของราชวงศ์ชิลลา และสุสานที่ไม่ควรพลาดชมคือ สุสานชอนมาชอง (Cheonmachong Tomb) หรือสุสานม้าบิน ซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 2 เมื่อครั้งที่มีการบูรณะในปี ค.ศ. 1973 ได้มีการพบสมบัติจำนวนมาก ถูกฝังในห้องรวมกับพระศพของกษัตริย์ที่ไม่ทราบว่าเป็นพระองค์ใด มากกว่า 10,000 ชิ้น เช่น มงกุฎทองคำ สายคาดเอวทองคำ ภาชนะที่ทำจากหิน รวมถึงภาพวาดม้าบิน ซึ่งเป็นที่มาของชื่อสุสานแห่งนี้ บรรยากาศโดยรอบสุสานไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด แต่เป็นบรรยากาศที่ร่มรื่นและผู้คนที่เมืองแห่งนี้ก็มักจะมานั่งเล่น พูดคุย หรือมาออกกำลังกายกันเป็นประจำ จึงทำให้บรรยากาศโดยรอบดูเป็นเหมือนสวนสาธารณะเสียมากกว่า

1144177387         วัดพุลกุกซา (Bulguksa) เป็นวัดที่ได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ซึ่งมีความหมายว่า “วัดแห่งดินแดนพุทธภูมิ” เป็นสถาปัตยกรรมที่ก่อสร้างด้วยหินและไม้สมัยชิลลา ตั้งอยู่บนยอดเขาโทฮัมซาน (Tohamsan) สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าพ็อบฮึง (King Beop Heung) ได้ถูกทำลายจากศึกสงครามมาหลายสมัย จึงได้มีการบูรณะครั้งใหญ่โดย คิม แดซอง (Kim Daeseong) ในสมัยพระเจ้าเคียงด๊อก (King Gyeongdeok) ภายในวัดแห่งนี้ มีวิหารพีโรจอน มีพระไวโรจนะประดิษฐานอยู่, วิหารควานึมจอน เป็นที่ประดิษฐานรูปแกะสลักไม้เจ้าแม่กวนอิม และวิหารหลัก คือ วิหารแดอึงจอน (Daeungjeon Hall) เป็นที่ประดิษฐานองค์เจ้าแม่กวนอิม นอกจากนี้ยังมีเจดีย์อยู่อีก 2 องค์ คือ เจดีย์ทาโบทับ (Dabotap Pagoda) และ เจดีย์ช็อคกาทับ (Seokgatap Pagoda) ที่ได้รับการยกย่องว่าสวยงามที่สุด โดยสร้างมาจากหินและมีการค้นพบหีบบรรจุพระธาตุ พระพุทธรูปทองคำ และพระสูตรที่จารึกไว้บนกระดาษม้วนภายในเจดีย์แห่งนี้ด้วย

Seokguram Grotto Main Gate      url3333

         วัดถ้ำซ็อคกูรัม (Seokguram Grotto) ตั้งอยู่บนจุดสูงสุดของยอดเขาโทฮัมซาน (Tohamsan)ถัดจากวัดพุลกุกซา เป็น 1 ใน 2 มรดกโลกของเมืองเคียงจู เป็นวัดที่มีศาลาตั้งอยู่บนปากถ้ำ บริเวณหน้าวัดจะมีหอระฆัง และแอ่งน้ำจากธรรมชาติที่อยู่ในภาชนะหินแกรนิตขนาดใหญ่ พร้อมกระบวยหลายอันตั้งอยู่ ตามความเชื่อของคนเกาหลี ก่อนเข้าไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้านใน เราต้องชำระล้างสิ่งสกปรกหรือสิ่งไม่ดีออกจากตัวเราก่อน โดยการตักดื่มบ้าง ล้างมือบ้าง ล้างหน้าบ้าง จากนั้นจึงเข้าไปในตัววัด วัดแห่งนี้เป็นวัดที่ไม่ใหญ่โตเหมือนวัดพุลกุกซา เมื่อเข้าไปในศาลาท่านจะได้พบกับพระพุทธรูปพระศรีศากยมุนี ปางมารวิชัยหรือปางตรัสรู้ แกะสลักจากหินแกรนิตสีขาวทั้งองค์ประดิษฐานอยู่ภายในถ้ำ รอบๆ องค์พระ มีการแกะสลักหินแกรนิตเป็นรูปของพระโพธิสัตว์และเทพยดาต่างๆ นอกจากนี้ยังแกะสลักภายในให้เป็นรูปโดมโค้งครอบองค์พระพุทธรูปไว้ ภายในถ้ำแห่งนี้มีความวิจิตรงดงามอย่างมาก บริเวณรอบนอกของวัดจะมีต้นไม้ร่มรื่นไปตลอดสองข้างทาง ทั้งป่าสนและเมเปิล และบริเวณวัดแห่งนี้ยังสามารถมองเห็นวิวทิวเขาของเมืองเคียงจู เรียงรายสลับซับซ้อนสุดลูกตาได้อีกด้วย

GyeongjuDowntownWalk

โอ้โฮววว  ภายในเมืองเคียงจูมีสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจทั้งนั้นเลยนะค่ะ  ทั้งสวยและมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์อีกด้วย  ถ้าไปเที่ยวตั้งแต่เช้าถือว่าคุ้มมากกก  ดูจากแผนที่สถานที่ภายในเมืองเคียงจูก็ไม่ค่อยห่างไกลกันมากนักนะค่ะ  เช้าจักรยานปั่นไปเรื่อยๆ ตามทาง กิน ลม ชม วิว สัมผัสบรรยากาศรอบข้างก็ฟินละค่ะ  ผู้เขียนขอตัวไปเก็บตังก่อนนะค่ะ  บ๊ายบายคร้าา ^____^

ที่มา  :  http://allbestgroup.igetweb.com

โพสท์ใน สถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมในต่างประเทศ, ไม่มีหมวดหมู่ | ติดป้ายกำกับ , , , | ใส่ความเห็น

สโตนเฮนจ์ (Stonehenge) หนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลาง ที่อังกฤษ

สวัสดีค่ะ ..  ^_^  วันนี้เราจะออกไปเที่ยวต่างประเทศกานน ฮิฮิ วันนี้ผู้เขียนจะพาไปรู้จักกับหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกกันนะค่ะ  ซึ่งเป็นสถานที่ที่ผู้เขียนอยากไปอีกที่หนึ่งเลย  ในสถานที่นี้มีอะไรน่าสนใจมากมายค่ะ  นั้นก็คือ….สโตนเฮนจ์  ที่อังกฤษนั่นเอง  งั้นเราไปรู้จักประวัติความเป็นมา  การสันนิษฐานของนักโบราณคดีกันดีกว่าค่ะ  ว่าเจ้าสโตนเฮนจ์นี้ถูกสร้างขึ้นมาด้วยเห็นผลอะไร เพราะก้อนมันใหญ่มากกกกก 0_0 !! และยังมีความเกี่ยวกับวัฒนธรรมของชาวอังกฤษที่อาศัยอยู่ในอดีตอย่างไรบ้าง  ไปกันเลยยย……

ur112l

  สโตนเฮนจ์ (Stonehenge) เป็นกลุ่มแท่งหินขนาดใหญ่ ตั้งอยู่กลางทุ่งราบว้างใหญ่ในบริเวณที่เรียกว่า ที่ราบซัลลิสเบอร์รี่ ในบริเวณตอนใต้ของอังกฤษ ประกอบไปด้วยแท่งหินขนาดยักษ์ 112 ก้อน ตั้งเรียงกันเป็นวงกลมซ้อนกัน 3 วง แท่งหินบางอันตั้งขึ้น บางอันอยู่ในแนวนอน และบางอันก็ถูกวางซ้อนขึ้นไปข้างบน

Stonehenge-01-N       สโตนเฮนจ์มีชื่อเสียงอย่างมากในฐานะที่เป็นกลุ่มหินประหลาดซึ่งไม่มีใครทราบ วัตถุประสงค์ในการสร้างอย่างชัดเจน และเมื่อพิจารณาถึงอายุของมันแล้ว คาดว่ากลุ่มกองหินประหลาดนี้ ถูกสร้างขึ้นมาเมื่อ 5,000 ปีที่แล้ว ทำให้นักวิทยาศาสตร์และนักประวัติศาสตร์ต่างสงสัยว่า คนในสมัยก่อนสามารถยกแท่งหินที่มีน้ำหนักกว่า 30 ตัน ขึ้นไปวางเรียงกันได้อย่างไร ทั้งๆ ที่ปราศจากเครื่องทุ่นแรงอย่างที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน และที่น่าแปลกไปกว่านั้นคือ ในบริเวณที่ราบดังกล่าว ไม่ใช่บริเวณที่จะมีก้อนหินขนาดมหึมานี้ ดังนั้นจึงสันนิษฐานว่าผู้สร้างต้องทำการชักลากแท่งหินยักษ์ทั้งหมด มาจากที่อื่น ซึ่งคาดว่าน่าจะมาจากบริเวณที่เรียกว่า “ทุ่งมาล์โบโร” ที่อยู่ไกลออกไปประมาณ 40 กิโลเมตรเลยทีเดียว

การก่อสร้างสโตนเฮนจจ์นั้นทำสืบเนื่องกันมาถึง 3-4 ระยะในช่วงเวลาประมาณ 1,500 ปี จากยุคหินตอนปลายจนถึงยุคสำริดตอนต้นแต่ส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 1,800-1,400 ปีก่อนคริสต์กาล ซากปรักหักพังที่หลงเหลืออยู่เป็นเพียงเงาของอีตาลอันรุ่นโรจน์ แนวหินกว่าครึ่งได้หักลงบ้าง หายไปบ้าง บางส่วนก็ทับถมกันอยู่ใต้ดิน การก่อสร้างเริ่มขึ้นในราว 2,8000 ปีก่อนคริสต์กาล (ผู้เชี่ยวชาญบางท่านก็ว่าเมื่อ 3,800 ปี) โดยเริ่มจากการขุดร่องวงกลมขนาดใหญ่ 56 หลุมเรียงเป็นวงกลมภายในวงดินนั้น หลุมเหล่านี้เรียกกันว่า หลุมออบรีย์ ตามชื่อจอห์น ออบรีย์ผู้ค้นพบในคริสต์ศตวรรษ 17 ปัจุบันหลุมดังกล่าวลาดทับด้วยปูบซีเมนต์ แต่หินแท่งแรกซึ่งเรียกกันว่าหินฮีล (Heel Stone) ที่ประจำอยู่ปากทางเข้าวงดินยังคงตั้งอยู่ในตำแหน่งเดิม หลุมซึ่งขุดเรียงกันเป็นวงกลมอีกสองวงถัดเข้าไปเรียกกันว่าหลุม Y และหลุม Z

tec01120956p2        วงหลุมทั้งสองนี้คั่นอยู่ระหว่างวงหลุมออบรีย์ที่เป็นวงนอกและวงแท่งหินขนาด มหึมาตรงใจกลางวงดินสันนิษฐานว่าวงหลุม Y และ Z อาจมีความสำคัญในเชิงดาราศาสตร์ ในราว 2,100 ปีก่อนคริสต์กาล มีการนำหินสีน้ำเงิน (bluestone) 80 ก้อนจากแคว้นเวลส์มาเรียงเป็นวงกลมสองวงซ้อนกันแต่ต่อมามีการนำแท่งหินทราย ขนาดใหญ่ 30 แท่ง ที่เรียว่าหินซาร์เซน(sarsen) มาเรียงเป็นวงกลมวงเดียวแทนที่วงหินสี่น้ำเงิน   สองวงวงเดิมภายในวงหินทรายมีหมู่ หินเรียงเป็นรูปกึ่ง ๆ รูปเกือกม้าอีกสองหมู่หมู่ที่อยู่ด้านนอกประกอบด้วยหินทรายก่อเป็นรูปไตรลิ ธอนห้ากลุ่ม(Trilithon คือกลุ่มหินที่ประกอบด้วยหินสามแท่ง สองแท่งตั้งขึ้นคู่กันและแท่งที่สามวางพาดเป็นคานในแนวนอน) ส่วนเกือกม้าด้านในประกอบด้วยหินสีน้ำเงินขัดแต่ง 19แท่งสถาปัตยกรรมนี้เป็นความสำเร็จอันน่าทึ่งเมื่อคิดดูว่าเครื่องมือขุด ดินที่ผู้สร้างในยุคหินใหม่ใช้เป็นเพียงเสียมที่ทำจากเขากวางแดงเท่านั้น ชาวแซกซันเป็นผู้ขนาดนามวงหินเหล่านี้ว่า สโตนเฮนจ์ซึ่งเแปลตรงตัวว่า หินที่แขวนอยู่ (Hanging Stone) ส่วนบันทึกจากสมัยกลางตั้งชื่อวงหินนี้อย่างไพเราะว่า กลุ่มยักษ์เริงระบำ (The Giants Dance)

แม้ว่านักวิชาการส่วนใหญ่จะเห็นพ้องต้องกันว่าสโตนเฮนจ์เป็นสิ่งก่อสร้างที่ เกี่ยวข้องกับเรื่องลึกลับ แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วมันมีไว้เพื่ออะไร มีการเสนอความคิดเห็นต่าง ๆ นานา เช่น อินิโก โจนส์ สถาปนิกในคริสต์ศตวรรษที่ 17 เชื่อว่าสโตนเฮนจ์เป็นซากปรักหักพังของวิหารโรมัน แต่คนในคริสต์ศตวรรษที่ 18 และ 19ยืนยันว่าเป็นวิหารซึ่งพวกลัทธิดรูอิดใช้ประกอบพิธีบูชาพระอาทิตย์และ บูชายัญมนุษย์ ความคิดนี้ไม่น่าจะเป็นไปได้ เราะสโตนเฮนจ์นั้นสร้างเสร็จอย่างน้อย 1,000 ปีก่อนลัทธิดังกล่าวจะเฟื่องฟู กระทั่งเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 20 นี้เองที่เราเริ่มได้ข้อเท็จจริงบ้าง นักโบราณคดี สามารถคำนวณหาอายุ และสรุปเกี่ยวกับจุดประสงค์ในการก่อสร้างสโตนเฮนจ์ได้อย่างสมเหตุสมผลยิ่ง ขึ้น

สโตนเฮ้นจ์         แต่ข้อมูลซึ่งเป็นข้อเท็จจริงก็ยังนับว่าน้อยอยู่มาก หินซาร์เซนที่เรียงเป็นวงด้านนอกแต่ละก้อนสูง 5 ม และหนักประมาณ26 ตัน หินเหล่านี้ชักลากมาจากทุ่งโล่งมาร์ลโบโร ดาวน์ส (Marlborough Downs)ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 32 กม. แล้วนำมาขัดแต่งและประดิษฐ์ให้มีสลักและเดือยอย่างดี ทำหใแท่งหินคู่ที่ตั้งและคานหินที่ใช้พาดเกาะเกี่ยวกันอย่างมั่นคง ส่วนหินสีน้ำเงินก้อนใหญ่ที่สุดซึ่งหนักถึงสี่ตันนำมาจากภูเขาพรีเซลีทาง ตะวันตกเฉียงใต้ของแคว้นเวลส์นั้น สันนิษฐานว่าใช้แพลำเลียงล่องมาตามชายฝั่งเวลส์และแม่น้ำเอวอน แล้วชักลากต่อมาทางบก นักโบราณคดีส่วนใหญ่เชื่อว่า สโตนเฮนจ์เป็นสถานที่ประกอบพิธีฝั่งศพ โดยพิจารณาจากหลักฐานว่านอกเหนือจากสโตนเฮนจ์แล้ว มีการสร้างสุสานมูนดินในหลุมออบรีย์หลายหลุม แต่ก็มีหลักฐานหักล้างว่าหลุมดังกล่าวขุดขึ้นนานก่อนที่จะมีการเผาศพใน บริเวณนี้ บ้างก็สันนิษฐานว่าหลุมออบรีย์อาจใช้เป็นส่วนหนึ่งใน พิธีไหว้ด้วยสุรา เช่น ชาวนาอาจเทเหล้าองุ่นลงในหลุมเพื่อบวงสรวงเทพเจ้าเปห่งธรรมชาติทั้งหลาย

12857422951285742422l

วงหินสโตนเฮนจ์ก็อาจจะเป็นวิหารสำหรับทำพิธีบวงสรวงดังกล่าว ไม่นานมานี้ มีนักดาราศาสตร์คนหนึ่งได้อ้างว่าสามารถถอดรหัสแนวหินได้เขาเสนอว่าสโตนเฮ นจจ์ คือ เครื่องคำนวญยุคก่อนประวัติศาสตร์ซึ่งใช้เป็นปฏิทินดาราศาสตร์และโหราศาสตร์ เพราะแนวของหินกลุ่มก้องต่าง ๆ ล้วนมีความสัมพันธ์กับแนวการเคลื่อนของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวพระเคราะห์ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทฤษฏีทั้งหลายในปัจจจุบันจะมีตัวเลขและสถิติสนับเสนุนว่าเป็นจริง แต่ก็ยังไม่มีแนวคิดใดไขปริศนาลึกลับแห่งออีตของสโตนเฮนจ์ได้อย่างสมบูรณ์

โอ๊ะๆๆๆ  ลึกลับน่าสนใจอย่างมากเลยนะค่ะ  ใครอยากไปเที่ยวบ้างง  ผู้เขียนคนนึงละค่ะที่อยากไปเห็นกับตาว่าเจ้าสโตนเฮนจ์มันจะให้ขนาดไหน  แต่คงรออีกนานมากๆๆ ใครที่ตอนนี้สนใจกำลังอยากไปเที่ยวแถวอังกฤษ  ก็อย่าลืมแวะไปชมสิ่งก่อสร้างที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลางกันนะค่ะ  ^_____^

A3109220

ที่มา  :  http://www.ilovetogo.com

โพสท์ใน สถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมในต่างประเทศ | ติดป้ายกำกับ , , | ใส่ความเห็น

วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร วัดคู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่

สวัสดีคร้าาา  ^^ วันนี้มีสถานที่ท่องเที่ยวมาเเนะนำอีกแล้วว  สถานที่นี้ทุกคนคงรู้จักดีอยู่แล้ว  แต่เรื่องของประวัติความเป็นมาของที่นี่  ผู้เขียนว่าน่าจะน้อยคนนะค่ะที่จะทราบประวัติที่แท้จริง  วันนี้ผู้เขียนจึงได้นำประวัติและรูปสวยๆของ…วัดพระธาตุดอยสุเทพฯ  จังหวัดเชียงใหม่มาฝากค่ะ  ผู้เขียนก็พึ่งไปสัมผัสความสวยงามมาเมื่อปีใหม่ที่ผ่านมาเอง เรามารู้จักประวัติและเตรียมตัวออกเดินทางกันเลยย  Let’s Go !!!

 wat-prathatdoisuthep       02(15)

 

yai_3525       วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร  เป็นพระอารามหลวง ชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่บนยอดดอยสุเทพ เป็นหนึ่งในวัดที่มีความสำคัญมากที่สุดของจังหวัดเชียงใหม่ ก่อสร้างตามแบบศิลปะล้านนา มีเจดีย์ทรงเชียงแสน ฐานสูงย่อมุมระฆังทรงแปดเหลี่ยมปิดด้วยทองจังโก 2 ชั้น ลานเจดีย์เป็นจุดชมทิวทัศน์เมืองเชียงใหม่ ทางขึ้นเป็นบันไดนาคเจ็ดเศียรก่อปูน เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันคือพระธรรมเสนาบดี (ธงชัย สุวณฺณสิริ)   สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1929 ในสมัยพญากือนา กษัตริย์องค์ที่ 6 แห่งอาณาจักรล้านนา ราชวงศ์มังราย พระองค์ทรงได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุองค์ ใหญ่ ที่ได้ทรงเก็บไว้สักการบูชาส่วนพระองค์ถึง 13 ปี มาบรรจุไว้ที่นี่ ด้วยการทรงอธิษฐานเสี่ยงช้างมงคลเพื่อเสี่ยงทายสถานที่ประดิษฐาน พอช้างมงคลเดินมาถึงยอดดอยสุเทพ มันก็ร้องสามครั้ง พร้อมกับทำประทักษิณสาม รอบ แล้วล้มลง พระองค์จึงโปรดเกล้าฯให้ขุดดินลึก 8 ศอก กว้าง 6 วา 3 ศอก หาแท่นหินใหญ่ 6 แท่น มาวางเป็นรูปหีบใหญ่ในหลุม แล้วอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุลงประดิษฐานไว้ จากนั้นถมด้วยหิน แล้วก่อพระเจดีย์สูง 5 วา ครอบบนนั้น ด้วยเหตุนี้จึงห้ามพุทธศาสนิกชนที่ไปนมัสการสวมรองเท้าใน บริเวณพระธาตุ และมิให้สตรีเข้าไปบริเวณนั้น ในปี พ.ศ. 2081 สมัยพระเมืองเกษเกล้า กษัตริย์องค์ที่ 12 ได้โปรดฯให้เสริมพระเจดีย์ให้สูงกว่าเดิม เป็นกว้าง 6 วา สูง 11 ศอก พร้อมทั้งให้ช่างนำทองคำทำเป็นรูปดอกบัวทองใส่บนยอดเจดีย์ และต่อมาเจ้าท้าวทรายคำ ราชโอรสได้ทรงให้ตีทองคำเป็นแผ่นติดที่พระบรมธาตุ

Image.aspx

ในปี พ.ศ. 2100 พระมหาญาณมงคลโพธิ์ วัดอโศการาม เมืองลำพูนได้สร้างบันไดนาคหลวงทั้ง 2 ข้าง เพื่อให้ประชาชนขึ้นไปสักการะได้สะดวกขึ้น และกระทั่งถึงสมัยครูบาศรีวิชัย ท่านได้สร้างถนนขึ้นไป โดยถนนที่สร้างนี้มีความยาวถึง 11.53 กิโลเมตร

วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร ได้รับการประกาศเป็นโบราณสถานสำหรับชาติ ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 52 ตอนที่ 0ง วันที่ 8 มีนาคม 2478 พร้อมกับวัดอีกหลายแห่งในจังหวัดเชียงใหม่

1290524026       บันใดนาค เป็นสัญลักษณ์สำคัญแห่งหนึ่งของวัดพระธาตุดอยสุเทพ มีความงดงามทางด้านศิลปะที่ทรงคุณค่า และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ นักท่องเที่ยวผู้มานมัสการพระบรมธาตุ มักจะต้องถ่ายภาพเป็นที่ระลึกที่ด้านของบันใดนาค ซึ่งมีทัศนียภาพงดงามและมีเสน่ห์เมื่อมองขึ้นไปตามขั้นใด นักท่องเที่ยวที่มาเยือนครั้งแรก มักจะเดิน ขึ้นหรือเดินลงบันใดนาคเสมอ แต่ส่วนใหญ่มักจะเดินลง ส่วนตอนขึ้นนั้นมักจะขึ้นทางลิฟท์หรือรถรางไฟฟ้า

pratat-doisuthep4       รถรางไฟฟ้า ได้นำมาใช้บริการประชาชนผู้สูงอายุมานานกว่า 10 ปี ตอนแรกๆ ก็ใช้เพียงขนของสัมภาระขึ้น-ลงพระธาตุเท่านั้น ต่อมาภายหลังได้ทำการปรับปรุงระบบความปลอดภัยให้ดีขึ้น จึงให้้บริการประชาชนและนักท่องเที่ยวได้มีอายุการใช้งานรถรางไฟฟ้านานมาก แล้ว ทางวัดจึงได้ทำการปรับปรุงและพัฒนาครั้งใหญ่เพื่อจะนำมาเสริมสร้างบริการที่ ดี และปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวด้วยความมั่นใจยิ่ง

ว้าววๆๆๆ  เป็นยังไงกันบ้างค่ะ  สวยใช่ไหมละ  การเดินทางนะค่ะ  ใครที่สะดวกนำรถส่วนตัวขึ้นไป  ข้างบนก็มีที่จอดรถรับรองให้อยู่ค่ะ  ส่วนใครที่ไปเป็นกลุ่มอยากลองนั่งรถแดงเชียงใหม่ก็มีจอดให้บริการอยู่ด้านล่างค่ะ  ขึ้นถึงข้างบนเเเล้วเนี่ย  เราต้องเดินขึ้นบันไดนาคต่อไปอีกนะค่ะ  สนุกมากกๆๆ เดินขึ้นไปสักพักจะมีความรู้สึกว่า เอ๊ะ !! ทำไมขาลอยได้ 555 แต่ก็มีรถรางไฟฟ้าให้บริการตามที่ผู้เขียนได้ให้รายละเอียดไปข้างต้นค่ะ  อ้าวว  อย่างนี้ใครมีแพลนเดินทางไปเชียงใหม่ก็อย่าลืมแวะไปพระธาตุดอยสุเทพนะค่ะ  ^____^

url

ที่มา  :  http://th.wikipedia.org , http://www.dhammathai.org

โพสท์ใน สถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมในประเทศไทย | ติดป้ายกำกับ , , , | ใส่ความเห็น

วัดราชนัดดารามวรมหาวิหาร โลหะปราสาทหนึ่งเดียวในโลก

สวัสดีค่ะ  วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทยที่อยู่ใจกลางเมืองกันนะค่ะ  นั่นคือ  วัดราชนัดดารามวรมหาวิหาร ที่มีสิ่งปลูกสร้างที่สวยงามอย่างโลหะปราสาท  ที่ตอนนี้เหลืออยู่แห่งเดียวในโลกเเล้ว อย่างนี้พลาดไม่ได้ละค่ะ ก่อนอื่นไปรู้จักประวัติคร่าวๆกันก่อนดีกว่า…

144591

54706787      วัดราชนัดดารามวรวิหาร สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2389 ตรงกับปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว บนสวนผลไม้เก่าเนื้อที่ประมาณ 25 ไร่ พระราชทานเป็นเกียรติแก่พระราชนัดดา คือ พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าหญิงโสมนัสวัฒนาวดี

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้า ฯ ให้สร้างโลหะปราสาท แทนการสร้างเจดีย์ นับเป็นโลหะปราสาทแห่งแรกของไทย โดยสร้างเป็นอาคาร 7 ชั้น มียอดปราสาท 37 ยอด หมายถึงโพธิปัจขิยธรรมใน พระพุทธศาสนา 37 ประการ ยอดปราสาทชั้น 7 เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ กลางปราสาทเป็นช่องกลวง มีบันไดเวียน 67 ขั้น ให้เดินขึ้นไปดูทิวทัศน์ข้างบนได้

watrachada        สำหรับสถาปัตยกรรมส่วนใหญ่ในวัดราชนัดดารามนี้ก็ยังเป็นแบบไทย พระอุโบสถเป็นมีช่อฟ้า ใบระกาหน้าบันลงรักปิดทอง ประดับด้วยกระจกงดงาม ภายในประดิษฐานพระประธานพระนามว่า “พระเสฏฐตมมุนี” ส่วนพระวิหารก็เป็นศิลปะแบบไทยเช่นกัน ภายในมีพระพุทธรูปปางห้ามสมุทรเป็นประธาน พระนามว่า “พระพุทธชุติธรรมนราสพ”

 

1366689228-IMG0934cop-o   OLYMPUS DIGITAL CAMERA

แต่เดิมโลหะปราสาทไม่ได้ตั้งเด่นเป็นสง่าเมื่อผ่านมาทางถนนราชดำเนิน เหมือนในปัจจุบัน เพราะมีการก่อสร้างโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมไทย หัวมุมถนนราชดำเนิน ในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นโรงภาพยนตร์แห่งแรกของไทย ต่อมาใน พ.ศ.2532 จึงได้มีการรื้อศาลาเฉลิมไทย เพื่อเปิดมุมมองทางเข้าเกาะรัตนโกสินทร์จากสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ก่อสร้างเป็น ลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ พื้นที่โดยรอบเป็นลานกว้าง จัดสร้างพลับพลาที่ประทับ เพื่อที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงออกรับแขกบ้านแขกเมือง เป็นสถานที่ประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ซึ่งต่อมาคือ รัชกาลที่ 3 และสร้างเสร็จในรัชกาลปัจจุบัน

ตอนนี้เราก็รู้จักประวัติกันไปแล้วนะค่ะ  ใครที่อยากจะเดินทางไปเที่ยวชมความสวยงามของโลหะปราสาทก็ไปได้ง่ายๆเลยค่ะ เพราะวัดราชนัดดาฯ ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร  บริเวณถนนราชดำเนิน  อยู่ใกล้กับสถานที่น่าสนใจอีก 2 ที่แต่ขอไม่บอกตอนนี้นะค่ะ เก็บไว้ก่อน

ถ้านั่งรถจากอนุสาวรีย์ฯ ตามแบบผู้เขียนนะค่ะ นั่งจากอนุสาวรีย์ รถเมล์สาย  2  ค่ะ  จะไปจอดบริเวณหน้าวัดราชนัดดาฯตรงลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์พอดีเลยค่ะ

id_58412

ลงรถเสร็จเราจะเห็นยอดของโลหะปราสาทสวยงาม ง่ายๆแค่นี้เอง ไม่ยุ่งยาก  แต่ถ้าใครนำรถส่วนตัวไปก็ GPS ง่ายๆเลยค่ะ เเถวถนนราชดำเนินใกล้กับอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ง่านนิสเดียวว อย่าลืมไปเที่ยวกันนะค่ะ ^__^

ที่มา : http://th.wikipedia.org

โพสท์ใน สถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมในประเทศไทย | ติดป้ายกำกับ , , | ใส่ความเห็น

สะพานข้ามแม่น้ำแคว เป็นมากกว่าทางรถไฟ

วันนี้ไปเที่ยวไหนดี  เราไปเที่ยวจังหวัดกาญจนบุรีกันดีกว่าค่ะ  สะพานข้ามแม่น้ำแคว สะพานที่มีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์และเชื่อมความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมของไทยกับพม่า….

1496565_10201219478672177_1164667471_o        ตั้งอยู่ที่ตำบลท่ามะขาม ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศเหนือตามทางหลวงหมายเลข 323 ประมาณ 4 กิโลเมตร แยกซ้ายประมาณ 400 เมตร มีป้ายชี้บอกทางไว้ชัดเจน เป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่งแห่งหนึ่งสร้างขึ้นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยกองทัพญี่ปุ่นได้เกณฑ์เชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตร ได้แก่ ทหารอังกฤษ อเมริกัน ออสเตรเลีย ฮอลันดาและนิวซีแลนด์ประมาณ 61,700 คนและกรรมกรชาวจีน ญวน ชวา มลายู ไทย พม่า อินเดียอีกจำนวนมากมาก่อสร้างทางรถไฟสายยุทธศาสตร์เพื่อเป็นเส้นทางผ่านไป สู่ประเทศพม่า ซึ่งเส้นทางช่วงหนึ่งจะต้องข้ามแม่น้ำแควใหญ่จึงต้องมีการสร้างสะพานขึ้น การสร้างสะพานและทางรถไฟสายนี้เต็มไปด้วยความยากลำบาก ความทารุณของสงครามและโรคภัยตลอดจนการขาดแคลนอาหารทำให้เชลยศึกจำนวนหลาย หมื่นคนต้องเสียชีวิตลง ที่สะพานข้ามแม่น้ำแคว มีบริการรถราง fairmong ทุกวัน

_1_~1 img_1544

วันธรรมดาจะมีตั้งแต่เวลา 08.00-10.00 น., 11.30-14.00 น., 15.00-16.00 น.
วัน เสาร์-อาทิตย์ เวลา 08.00-10.00 น., 11.30-14.00 น. ค่าโดยสารคนละ 20 บาท สอบถามรายละเอียดที่ สถานีรถไฟกาญจนบุรี โทร. 0 3451 1285

E9662572-39        ทางรถไฟสายมรณะ  ทางรถไฟสายนี้เริ่มต้นจากสถานีหนองปลาดุก อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ผ่านจังหวัดกาญจนบุรีข้ามแม่น้ำแควใหญ่ไปทางทิศตะวันตกจนถึงด่านเจดีย์สาม องค์ เพื่อให้ถึงปลายทางที่เมืองตันบูซายัด ประเทศพม่า รวมระยะทางในเขตประเทศไทย 300 กิโลเมตร ใช้เวลาในการสร้างเสร็จเพียง 1 ปี ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ.2485 ถึงเดือนตุลาคม พ.ศ.2486 เพื่อใช้เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ผ่านประเทศพม่า หลังสงครามทางรถไฟบางส่วนถูกเลาะทิ้ง บางส่วนจมอยู่ใต้ทะเลสาบเขื่อนเขาแหลม  ทางรถไฟสายนี้ถือเป็นอนุสรณ์ให้รำลึกถึงเหตุการณ์สงครามในครั้งนั้นจากน้ำ พักน้ำแรงของการบุกเบิกก่อสร้างของทหารเชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตรที่กองทัพ ญี่ปุ่นเกณฑ์มา ทิวทัศน์ตลอดเส้นทางนี้สวยงามมาก โดยเฉพาะบริเวณถ้ำกระแซ ที่เส้นทางรถไฟจะลัดเลาะไปตามเชิงผาเลียบไปกับลำน้ำแควน้อย ปัจจุบันทางรถไฟสายนี้สุดปลายทางที่บ้านท่าเสาหรือสถานีน้ำตก ระยะทางจากสถานีกาญจนบุรีถึงสถานีน้ำตกประมาณ 77 กิโลเมตร การรถไฟแห่งประเทศไทยเปิดบริการเดินรถบนเส้นทางสายนี้ทุกวัน และจัดรถไฟขบวนพิเศษสายกรุงเทพฯ-น้ำตก ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ

ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ การรถไฟแห่งประเทศไทย โทร.  1690 หรือ 0 2621 8701-9 หรือ www.railway.co.th

 

ที่มา : http://thai.tourismthailand.org

 

โพสท์ใน สถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมในประเทศไทย | ติดป้ายกำกับ , , | ใส่ความเห็น